Get Adobe Flash player
               
Home โรคไข้หัดสุนัข (Canine distemper)

โรคไข้หัดสุนัข (Canine distemper)

โรคไข้หัดสุนัข (Canine distemper)

เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุนัขและสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น สุนัขจิ้งจอก, หมาป่า เกิดจากไวรัส ชนิด canine distemper virus เชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขไม่ทนต่อความร้อน (อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียสก็สามารถทำลายเชื้อได้), ความแห้ง, ผงซักฟอก ตลอดจนน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไปที่ใช้ทำความสะอาดพื้นคอก กรง ชามอาหาร สามารถทำลายเชื้อได้

โรคนี้พบมากในลูกสุนัขช่วงอายุ 2-6 เดือน แต่ก็สามารถพบได้ในสุนัขโตที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคนี้และลูกสุนัขที่อายุ < 7 วัน จากการติดเชื้อผ่านทางรก สุนัขจะติดเชื้อจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งต่างๆ ของสัตว์ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ หรือ ทางปัสสาวะ โดยการกินหรือการหายใจสูดเอาละอองเชื้อไวรัสเข้าไป ส่วนใหญ่มักได้รับเชื้อมาจากแหล่งซื้อขายสุนัขที่ไม่สะอาด และมีเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ตาม กรง, ชามน้ำ, อาหาร หรือ แม้แต่มือของมนุษย์ก็สามารถเป็นพาหะนำเชื้อไปติดสุนัขได้ เราอาจสัมผัสไวรัสไข้หัดที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เราควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสสุนัข นอกจากนี้ เชื้อไวรัสไข้หัดยังสามารถแพร่เชื้อทางรกในสุนัขตั้งท้องได้ด้วย ส่งผลให้สุนัขแท้ง, ลูกตายตั้งแต่แรกเกิด, ลูกอ่อนแอ เมื่อสุนัขได้รับเชื้อแล้ว ไวรัสไข้หัดสุนัขจะไปเพิ่มจำนวนที่ต่อมน้ำเหลืองก่อนจะแพร่ไปทั่วร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันถูกกด จึงติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย โดยทั่วไปจะมีระยะฟักตัว 1-2 สัปดาห์ แต่ในบางราย อาจมีระยะฟักตัวนานถึง 4 สัปดาห์

อาการที่แสดงออก ส่วนใหญ่จะพบ 3 ระบบ คือ ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาท เช่น ไข้ เบื่ออาหาร มีน้ำมูก น้ำตา ตาอักเสบ ปอดบวม บางราย อาเจียน ท้องเสีย พบตุ่มหนองใต้ท้อง และเกิดการหนาตัวของฝ่าเท้า และจมูก เมื่อเชื้อไวรัสไข้หัดกระจายเข้าสู่สมอง จะแสดงอาการทางประสาท เช่น ชัก เคี้ยวปาก ตะกุย หรือร้องคราง โดยส่วนใหญ่ ถ้าสัตว์แสดงอาการทางระบบประสาทแล้วมักเสียชีวิต และที่สำคัญไข้หัดสุนัขยังกดภูมิคุ้มกันทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำจึงติดเชื้อแทรกซ้อนซ้ำเติมให้อาการเลวร้ายมากขึ้น ในรายที่ติดเชื้อไข้หัดแล้วรอดชีวิต สุนัขตัวนั้นจะยังคงมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย และสามารถแพร่เชื้อต่อได้นาน 4 เดือนหลังหายป่วยแล้ว

การรักษา

ไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่รักษาโดยเฉพาะ การรักษาจะเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนโดยใช้ยาปฏิชีวนะและการรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การให้ยาลดน้ำมูก, ยาลดไข้, ยาลดอาเจียน รวมถึงให้ยากระงับชักและยาบำรุงประสาทในสุนัขป่วยที่มีอาการทางระบบประสาท การให้สารน้ำ, สารอาหาร, วิตามินต่างๆ ในสุนัขป่วยที่มีปัญหาเบื่ออาหาร, ร่างกายขาดน้ำ, ถ่ายเหลว ตลอดจนการใช้ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพื่อเสริมให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันเข้ามาต่อสู้กับเชื้อไวรัสและสารยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และใช้สารinterferon เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อไวรัสเข้าสู่อวัยวะต่างของร่างกาย


แม้ไข้หัดสุนัขจะฟังดูน่ากลัว เพราะเมื่อป่วยแล้วโอกาสเสียชีวิตสูง ไม่มีวิธีรักษาเฉพาะ แต่เรามีวิธีป้องกันโรคที่ได้ผล และผู้เลี้ยงสุนัขทุกท่านควรให้ความสำคัญนั่นคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข เพราะให้ผลในการป้องกันโรคได้ดี และค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคยังประหยัดกว่าค่ารักษา ลูกสุนัขสามารถเริ่มทำวัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์ขึ้นไป ในกรณีเป็นสุนัขที่ได้รับมาใหม่และยังไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนยังไม่ครบ ควรเลี้ยงแยกกับสุนัขตัวอื่น เฝ้าสังเกตุอาการก่อน 1 สัปดาห์ หากแข็งแรงดี ไม่แสดงอาการผิดปกติ ค่อยพาไปทำวัคซีน                                                                                   

Last Updated (Tuesday, 21 January 2014 11:43)

 
Who's Online
We have 1 guest online